amb999

แมนยู 2-3 ไบรท์ตัน ผีแดงช้ำคาบ้าน นำ 2-0 ก่อนโดนแซง 3 ลูกรวด

แมนยู 2-3 ไบรท์ตัน

สารบัญเว็บไซต์

วิเคราะห์หลังเกม แมนยู 2-3 ไบรท์ตัน นำสองลูกแต่พังทั้งเกมในคืนสุดช็อกที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

ถ้าดูแค่ช่วง 10 นาทีแรกของเกม แมนยู 2-3 ไบรท์ตัน แทบไม่มีใครคิดว่าค่ำคืนนี้จะจบลงด้วยเสียงโห่จากแฟนบอลเจ้าถิ่น เพราะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเริ่มเกมได้แทบสมบูรณ์แบบ Shea Lacey ใช้โอกาสในการออกสตาร์ตให้ทีมชุดใหญ่สร้างความแตกต่างทันที ยิงประตูขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 8 ก่อนที่ Mason Mount จะบวกอีกลูกหลังเกมกลับมาเล่นได้เพียงไม่ถึงหนึ่งนาที ทำให้ แมนยู พบ ไบรท์ตัน กลายเป็นเกมที่เจ้าบ้านนำ 2-0 ตั้งแต่นาทีที่ 10 บรรยากาศในโอลด์ แทรฟฟอร์ดตอนนั้นดูเหมือนทุกอย่างกำลังเข้าทางทีมของ Michael Carrick แต่จากที่ผมดูรูปเกม จุดที่น่าผิดหวังที่สุดคือหลังจากได้สองประตู แมนยูกลับไม่ได้ใช้ความได้เปรียบตรงนั้นเพื่อควบคุมเกมต่อ ทีมค่อย ๆ ลดความเร็วในการเล่น เปิดโอกาสให้ไบรท์ตันครองบอลและขยับเกมขึ้นมาสูงเรื่อย ๆ จนภาพของเกมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน สิ่งที่ดูแปลกคือแมนยูซึ่งควรเป็นทีมที่มีความมั่นใจมากกว่า กลับกลายเป็นฝ่ายเล่นเหมือนกำลังรอหมดเวลา ทั้งที่เหลือการแข่งขันอีกเกือบ 80 นาที Sky Sports ระบุว่าหลังยิงประตูที่สอง แมนยูไม่มีจังหวะยิงตรงกรอบอีกเลยจนถึงนาทีที่ 76 ซึ่งสำหรับผมตัวเลขนี้บอกเรื่องราวของเกมได้ชัดกว่าการครองบอลเสียอีก เพราะทีมที่กำลังนำ 2-0 ในบ้านไม่ได้สร้างแรงกดดันต่อเนื่องและปล่อยให้คู่แข่งกลับมาหายใจได้เต็มที่ จุดเปลี่ยนเริ่มเห็นชัดในช่วงท้ายครึ่งแรก เมื่อ Charalampos Kostoulas ยิงไล่มา 2-1 ในนาที 45+1 หลัง Karl Darlow ออกมาจัดการบอลยาวไม่เด็ดขาด ประตูนี้สำคัญมากเพราะมันเปลี่ยนอารมณ์ของทั้งสองทีมทันที จากแมนยูที่กำลังจะเข้าห้องแต่งตัวด้วยความได้เปรียบสองลูก กลับเหลือช่องว่างเพียงประตูเดียว และไบรท์ตันก็รู้ว่าพวกเขายังอยู่ในเกมเต็มตัว ครึ่งหลังจึงเป็น วิเคราะห์หลังเกม แมนยู ไบรท์ตัน ที่ไม่น่าเชื่อสำหรับฝั่งเจ้าบ้าน Pascal Groß ยิงตีเสมอในนาที 65 ก่อน Maxim De Cuyper จะยิงประตูแซง 3-2 เพียงสี่นาทีต่อมา จาก 2-0 กลายเป็น 2-3 ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงหลังประตูที่สองของแมนยู จากประสบการณ์ที่ผมติดตามเกมของแมนยู สิ่งที่เกิดขึ้นคืนนี้ไม่ได้ดูเหมือนทีมแพ้เพราะคู่แข่งมีจังหวะมหัศจรรย์สามครั้ง แต่เป็นการค่อย ๆ เสียการควบคุมเกมจนปล่อยให้ไบรท์ตันมีความเชื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ ทีมเยือนจบเกมด้วยโอกาสยิง 18 ครั้ง เทียบกับแมนยู 9 ครั้ง และมีบอลมากพอที่จะทำให้เจ้าบ้านต้องเล่นเกมรับในสนามของตัวเอง สิ่งที่ทำให้ แมนยูตกรอบ EFL Cup ครั้งนี้เจ็บกว่าความพ่ายแพ้ธรรมดาคือพวกเขาไม่ได้ไล่ตามคู่แข่งตั้งแต่นาทีแรก แต่เป็นฝ่ายถือความได้เปรียบอยู่ในมือแล้วทำมันหลุดไปเอง นี่ยังเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปีที่แมนยูนำ 2-0 ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดแล้วจบด้วยความพ่ายแพ้ ก่อนหน้านี้จาก 145 เกมที่ขึ้นนำสองประตูในบ้าน พวกเขาชนะถึง 143 เกม ตัวเลขนี้ทำให้ค่ำคืน EFL Cup รอบ 3 นัดนี้ไม่ใช่แค่การตกรอบ แต่เป็นหนึ่งในผลการแข่งขันที่แฟนแมนยูน่าจะจำไปอีกนาน เพราะจากเกมที่ควรปิดงานได้อย่างสบาย กลับกลายเป็นเกมที่สร้างคำถามเรื่องสมาธิ การควบคุมสถานการณ์ และความสามารถในการรักษาความได้เปรียบของทีมชุดนี้ทั้งหมดในคืนเดียว

จาก 2-0 เหลือ 2-3 จุดเปลี่ยนอะไรทำให้แมนยูเสียการควบคุมจนไบรท์ตันพลิกนรก

คำถามใหญ่ที่สุดหลังจบ แมนยูแพ้ไบรท์ตัน 2-3 ไม่ใช่ว่าไบรท์ตันกลับมาได้อย่างไรเพียงอย่างเดียว แต่คือแมนยูปล่อยให้เกมที่ตัวเองนำถึงสองประตูหลุดออกจากมือได้อย่างไร จากมุมที่ผมมอง จุดเริ่มต้นไม่ได้เกิดตอน Pascal Groß ยิงตีเสมอหรือ Maxim De Cuyper ทำประตูแซง แต่เริ่มตั้งแต่หลัง Mason Mount ยิงให้ทีมหนีเป็น 2-0 ในนาทีที่ 10 แมนยูมีโอกาสเลือกว่าจะเดินหน้ากดคู่แข่งต่อเพื่อหาเม็ดสาม หรือควบคุมบอลให้ไบรท์ตันวิ่งไล่จนเสียความมั่นใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับอยู่กึ่งกลางระหว่างสองอย่าง ทีมไม่ได้บุกอย่างจริงจังแต่ก็ไม่ได้ครองบอลด้วยความแน่นอนมากพอ หลายจังหวะเสียบอลเร็วและแนวรับเริ่มถอย ทำให้ จุดเปลี่ยน แมนยู ไบรท์ตัน ค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยที่สกอร์ยังเป็น 2-0 ไบรท์ตันเริ่มผ่านการเพรสแดนแรกได้ง่ายขึ้น มีพื้นที่ในแดนกลาง และสร้างสถานการณ์เข้าใกล้กรอบเขตโทษมากกว่าเดิม นาที 36 Malick Yalcouyé หลุดเข้าไปมีโอกาสตัวต่อตัวแต่ยิงหลุดออกไป ซึ่งถ้ามองย้อนกลับมา นั่นเป็นสัญญาณเตือนที่แมนยูควรเห็นแล้วว่าทีมเยือนไม่ได้ถูกปิดเกมเลย ประตูของ Kostoulas ในช่วงทดเวลาครึ่งแรกจึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบไม่มีสัญญาณ เขาวิ่งเข้าโจมตีบอลยาวก่อนเอาชนะ Darlow และทำสกอร์เป็น 2-1 แม้ฝั่งแมนยูจะประท้วงว่ามีการทำฟาวล์ Benjamin Sesko ในจังหวะก่อนหน้า แต่ประตูได้รับการยืนยัน และผมคิดว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่เกมเปลี่ยนด้านจิตใจอย่างชัดเจน ไบรท์ตันเดินเข้าห้องแต่งตัวด้วยความรู้สึกว่าแค่หนึ่งประตูก็กลับมาเสมอ ส่วนแมนยูกลับต้องเริ่มครึ่งหลังด้วยความกดดันทั้งที่เคยนำสองลูก หลังพักครึ่ง Carrick ไม่สามารถทำให้ทีมกลับมาคุมจังหวะเหมือนช่วงต้นได้ และนี่คือสิ่งที่ผมมองว่าเป็นปัญหาหลักของ วิเคราะห์แท็กติก แมนยู ไบรท์ตัน เพราะเมื่อคู่แข่งปรับตัวและเพิ่มความเข้มข้น แมนยูกลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ประตู 2-2 ในนาที 65 มาจากจังหวะที่ Sesko โหม่งบอลกลับมาในพื้นที่อันตรายหลังแพ้การปะทะ ก่อน Groß จะจบสกอร์ระยะใกล้ จากนั้นเพียงสี่นาที Diego Gómez พาบอลขึ้นมาเป็นระยะทางไกลก่อนเปิดให้ De Cuyper เข้าชาร์จเป็น 3-2 จังหวะนี้สะท้อนปัญหาชัดเจนมาก เพราะแนวรับแมนยูถูกลากถอยหลังและไม่มีใครสามารถหยุดการพาบอลก่อนถึงพื้นที่สุดท้ายได้ ถ้าดูตัวเลขประกอบ ไบรท์ตันมีโอกาสยิงถึง 18 ครั้ง ขณะที่แมนยูมีเพียง 9 ครั้ง ทีมเยือนผ่านบอล 500 ครั้งมากกว่าเจ้าบ้านที่ 457 ครั้ง และมีความแม่นยำในการผ่านบอล 83 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับแมนยู 80 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าไบรท์ตันครองเกมทุกนาที แต่แสดงให้เห็นชัดว่าหลังจากเสียสองประตู พวกเขาไม่เคยหลุดออกจากเกมจริง ๆ ช่วงท้ายแมนยูยังมีโอกาสกลับมาเมื่อ Marcus Rashford หลุดเดี่ยวในนาที 76 แต่ Jason Steele ป้องกันได้ นั่นอาจเป็นโอกาสดีที่สุดในการต่อชีวิตของเจ้าบ้าน แต่ผมคิดว่าหากต้องพึ่งจังหวะเดียวในช่วงท้ายหลังจากเคยนำ 2-0 ปัญหาก็คงไม่ได้อยู่ที่การพลาดลูกนั้นเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ แมนยู EFL Cup เกมนี้ต้องกลับไปดูคือเหตุใดทีมถึงเปลี่ยนจากการเล่นด้วยความมั่นใจใน 10 นาทีแรก ไปเป็นทีมที่เสียพื้นที่ เสียจังหวะ และปล่อยให้คู่แข่งเชื่อว่าพลิกกลับมาได้ จาก 2-0 เหลือ 2-3 จึงไม่ใช่การพังในสี่นาทีที่เสียสองประตู แต่เป็นผลจากเกมที่แมนยูค่อย ๆ ปล่อยออกจากมือมาตั้งแต่ช่วงกลางครึ่งแรก และเมื่อไบรท์ตันได้โอกาสจริง พวกเขาก็ลงโทษความผิดพลาดนั้นแบบไม่ปรานีเลยครับ

แนวรับแมนยูพลาดซ้ำ ไบรท์ตันเจาะตรงไหนถึงยิงสามลูกรวดแซงเข้ารอบ

ถ้ามองเฉพาะสามประตูที่ แมนยูเสียให้ไบรท์ตัน สิ่งที่เห็นเหมือนกันแทบทุกครั้งคือแนวรับของเจ้าบ้านไม่ได้ถูกเล่นงานด้วยลูกมหัศจรรย์หรือจังหวะที่ป้องกันไม่ได้ แต่เป็นความผิดพลาดต่อเนื่องตั้งแต่การยืนตำแหน่ง การตัดสินใจ ไปจนถึงการรับมือเมื่อไบรท์ตันเปลี่ยนจากกลางสนามเข้าสู่พื้นที่สุดท้ายเร็วขึ้น จากที่ผมดูเกมนี้ ผมคิดว่าปัญหาใหญ่ของ แนวรับแมนยู คือระยะห่างระหว่างกองกลางกับกองหลังเริ่มมากขึ้นหลังจากทีมออกนำ 2-0 ช่วงต้นเกม พอแนวรุกไม่ได้เพรสคู่แข่งด้วยความเข้มข้นเหมือน 10 นาทีแรก นักเตะไบรท์ตันก็มีเวลาเงยหน้าจ่ายบอลมากขึ้น และนั่นทำให้เซ็นเตอร์ของแมนยูต้องถอยรับสถานการณ์โดยไม่มีแรงกดดันจากด้านหน้า ช่วงท้ายครึ่งแรก Malick Yalcouyé เคยหลุดเข้าไปยิงจนเป็นสัญญาณเตือนแล้ว ก่อน Charalampos Kostoulas จะยิงตีตื้น 2-1 ในช่วงทดเวลา จังหวะดังกล่าวเริ่มจากบอลยาวที่ Karl Darlow ตัดสินใจออกมาเล่น แต่ไม่สามารถจัดการสถานการณ์ได้เด็ดขาด ทำให้ไบรท์ตันได้ประตูที่สำคัญมากก่อนพักครึ่ง (espn.com.au) ครึ่งหลังปัญหาเดิมยิ่งชัดขึ้น ประตูตีเสมอ 2-2 ของ Pascal Groß เกิดหลัง Benjamin Sesko โหม่งบอลกลับมาในพื้นที่อันตราย ก่อนบอลตกเข้าทางไบรท์ตัน และแนวรับเจ้าบ้านไม่สามารถเคลียร์สถานการณ์ให้จบได้ สิ่งที่ผมมองว่าน่าห่วงคือเมื่อเกิดบอลสอง แมนยูดูช้ากว่าคู่แข่งแทบทุกจังหวะ นักเตะหลายคนมองบอลมากกว่ามองผู้เล่น ทำให้ Groß ได้พื้นที่จบสกอร์ระยะใกล้ ส่วนประตู 3-2 ของ Maxim De Cuyper ยิ่งสะท้อน ปัญหาเกมรับแมนยู ชัดที่สุด เพราะ Diego Gómez สามารถพาบอลขึ้นมาจากแดนกลางเป็นระยะทางไกลโดยไม่มีใครหยุดตั้งแต่ต้น ไลน์กองกลางถอยตามแต่ไม่เข้าปะทะ ขณะที่แนวรับต้องวิ่งถอยหลังจนเสียรูป ก่อน De Cuyper จะเติมเข้ามาจบจังหวะด้านหลัง แนวทางนี้เป็นสิ่งที่ไบรท์ตันพยายามทำตลอดเกม คือดึงแมนยูออกมาจากตำแหน่ง แล้วโจมตีพื้นที่ด้านข้างและระหว่างเซ็นเตอร์กับฟูลแบ็กทันทีที่มีช่องว่าง จากมุม วิเคราะห์เกมรับ แมนยู ไบรท์ตัน ผมคิดว่าปัญหาไม่ได้ควรโยนให้กองหลังคนใดคนหนึ่ง เพราะมันเป็นปัญหาทั้งโครงสร้าง เมื่อแนวหน้าไม่เพรส กองกลางปิดพื้นที่ไม่ทัน และกองหลังต้องถอยรับโดยไม่มีคนช่วย คู่แข่งย่อมมีเวลาตัดสินใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม Diogo Dalot ถูกวิจารณ์อย่างหนักหลังเกมจากการรับมือฝั่งของไบรท์ตัน และมีเสียงจากอดีตนักเตะที่มองว่าเขาไม่กล้าเข้าไปมีอิทธิพลกับเกมมากพอ ขณะที่ Leny Yoro, Noussair Mazraoui และ Ayden Heaven ก็มีช่วงเวลาที่เล่นภายใต้ความกดดันได้ไม่ดีนัก (talksport.com) สิ่งที่ทำให้ความผิดพลาดเหล่านี้หนักขึ้นคือมันเกิดในเกมที่แมนยูเคยนำ 2-0 อยู่แล้ว หากทีมตั้งรับอย่างมีวินัยและไม่เปิดพื้นที่ง่าย ๆ ไบรท์ตันต้องเป็นฝ่ายเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่แมนยูกลับเป็นทีมที่เสียสมดุลก่อน สุดท้ายจึงเห็นภาพแปลก ๆ คือเจ้าบ้านกำลังนำในสกอร์ แต่กลับเล่นเหมือนเป็นฝ่ายถูกไล่กดดันตลอดช่วงกลางเกม สำหรับผม ถ้า Carrick ต้องการแก้ แมนยูเสียประตูง่าย ปัญหาแรกไม่ใช่แค่เปลี่ยนรายชื่อกองหลัง แต่ต้องทำให้ทั้งทีมเข้าใจว่าเวลาสกอร์นำต้องลดพื้นที่ตรงไหน ใครเป็นคนหยุดเกมสวนกลับ และเมื่อเพรสไม่สำเร็จทุกคนต้องถอยเข้าสู่โครงสร้างแบบใด เพราะถ้าระบบยังเปิดแบบนี้ ต่อให้เปลี่ยนเซ็นเตอร์หรือผู้รักษาประตู ผลลัพธ์ก็อาจออกมาไม่ต่างจากค่ำคืนที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดครั้งนี้

แผนของ Michael Carrick ผิดพลาดตรงไหน หลังแมนยูนำเร็วแต่กลับปิดเกมไม่ลง

หลังจบ แมนยู 2-3 ไบรท์ตัน Michael Carrick ยอมรับเองว่าผลงานช่วงท้ายครึ่งหลังเป็นสิ่งที่เขาต้องรับผิดชอบ และบอกว่าเขาเข้าใจเสียงโห่ของแฟนบอลที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดอย่างเต็มที่ สำหรับผม จุดที่ต้องวิเคราะห์ไม่ได้อยู่แค่ว่า Carrick เลือกตัวจริงถูกหรือผิด เพราะช่วง 10 นาทีแรกพิสูจน์แล้วว่าแผนเริ่มต้นสามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง Shea Lacey และ Mason Mount ยิงให้ทีมขึ้นนำอย่างรวดเร็ว ปัญหาคือหลังจากนั้น แท็กติก Michael Carrick ไม่สามารถปรับตามรูปเกมที่เปลี่ยนไปได้ ไบรท์ตันเริ่มแก้เพรสของแมนยูได้ดีขึ้น ขยับ Pascal Groß ลงมาช่วยเชื่อมเกม และเพิ่มคนเข้าไปยืนระหว่างไลน์ แต่แมนยูยังใช้โครงสร้างเดิมโดยไม่ได้เพิ่มความแน่นในแดนกลาง ผลคือเจ้าบ้านเริ่มไล่บอลไม่ถึง บอลผ่านแนวแรกง่ายขึ้น และกองหลังต้องรับแรงกดดันต่อเนื่อง (football360.com.au) จากที่ผมดูเกมนี้ จุดที่ Carrick น่าจะทำได้เร็วกว่านั้นคือการลดความเสี่ยงหลังขึ้นนำ 2-0 ไม่ได้หมายความว่าต้องสั่งทีมลงไปตั้งรับลึก แต่ควรทำให้แดนกลางมีจำนวนผู้เล่นพอสำหรับคุมจังหวะ เพราะหลัง Mason Mount ยิงลูกสอง แมนยูแทบไม่มีจังหวะยิงตรงกรอบอีกเลยจนถึงนาที 76 นั่นบอกว่าทีมไม่ได้เพียงลดเกมรุก แต่เสียการควบคุมบอลไปพร้อมกัน หาก Carrick เห็นว่าไบรท์ตันเริ่มยึดพื้นที่กลางสนาม เขาอาจต้องขยับผู้เล่นหนึ่งคนเข้ามาช่วยกองกลางเร็วกว่านี้ หรือสั่งให้แนวรุกเพรสเป็นบล็อกต่ำลงเพื่อไม่ให้เกิดระยะห่างระหว่างแต่ละไลน์ จุดนี้เป็นสิ่งที่ผมมองว่าเป็นหัวใจของ วิเคราะห์แท็กติกแมนยู เกมนี้ เพราะทีมไม่ได้แพ้จากการดันสูงจนโดนสวนอย่างเดียว แต่แพ้จากการอยู่ในสภาวะครึ่ง ๆ กลาง ๆ จะเพรสก็ไม่สุด จะถอยก็ไม่เป็นบล็อก ทำให้ไบรท์ตันเลือกเล่นได้ง่าย เมื่อ Kostoulas ยิงไล่มา 2-1 ก่อนพักครึ่ง นั่นควรเป็นสัญญาณให้ Carrick เปลี่ยนวิธีเล่นตั้งแต่เริ่มครึ่งหลัง แต่ภาพเดิมยังดำเนินต่อ จน Groß ยิงตีเสมอและ De Cuyper ยิงแซงภายในเวลาเพียงสี่นาที การเปลี่ยนตัวหลังทีมตาม 2-3 โดยส่ง Bruno Fernandes และ Matheus Cunha ลงมาช่วยเพิ่มคุณภาพเกมรุกจึงดูเหมือนการแก้สถานการณ์ที่เกิดช้าไปแล้ว และสุดท้ายก็ไม่สามารถเปลี่ยนโมเมนตัมกลับมาได้ (thebusbybabe.sbnation.com) อีกเรื่องที่ผมคิดว่า Carrick ต้องกลับไปทบทวนคือการบริหารเกมของทีมที่มีผู้เล่นดาวรุ่งและตัวสำรองลงพร้อมกันหลายคน การหมุนทีมใน EFL Cup แมนยู ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะโปรแกรมแน่นและรายการนี้เหมาะสำหรับการเปิดโอกาสให้ผู้เล่นคนอื่น แต่เมื่อทีมมีนักเตะที่ไม่ได้เล่นด้วยกันเป็นประจำ ผู้จัดการทีมยิ่งต้องทำให้โครงสร้างง่ายและชัดเจนขึ้น Carrick เลือกเปลี่ยนทีมหลายตำแหน่ง และช่วงแรกมันเวิร์ก แต่เมื่อคู่แข่งแก้เกม นักเตะในสนามกลับดูเหมือนไม่รู้ว่าควรลดจังหวะหรือเร่งเกมเมื่อใด นั่นเป็นหน้าที่ของโค้ชที่จะต้องส่งสัญญาณและเปลี่ยนรูปแบบให้ชัดขึ้น หลังเกม Carrick กล่าวว่าความรู้สึกของแฟนบอลเป็นสิ่งที่เขาเข้าใจและยอมรับ พร้อมยืนยันว่าเขาจะรับทั้งคำชมและคำวิจารณ์เอง ซึ่งอย่างน้อยแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้โยนความผิดให้นักเตะ (football360.com.au) แต่สำหรับผม คำตอบที่สำคัญกว่าคำพูดหลังเกมคือสิ่งที่เกิดขึ้นในนัดถัดไป เพราะ แผนแมนยู ต้องแสดงให้เห็นว่าทีมสามารถเรียนรู้จากการนำ 2-0 แล้วแพ้ 2-3 ได้จริง หากยังเกิดปัญหาเดิมทั้งการควบคุมแดนกลาง การป้องกันจังหวะเปลี่ยนเกม และการแก้แท็กติกช้า ความพ่ายแพ้นัดนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงคืนที่ผิดพลาดครั้งเดียว แต่จะกลายเป็นสัญญาณของปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นในฤดูกาลนี้

บทสรุปแมนยูตกรอบ EFL Cup สถิติ 50 ปีถูกทำลาย และคำถามใหญ่หลังความพ่ายแพ้คาบ้าน

เมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้นที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ความพ่ายแพ้ แมนยู 2-3 ไบรท์ตัน ไม่ได้หมายถึงแค่การจอดป้ายใน EFL Cup รอบ 3 เท่านั้น แต่มันเป็นอีกคืนที่ทำให้หลายคนต้องกลับมาตั้งคำถามว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดชุดนี้พร้อมเดินไปในทิศทางไหนกันแน่ เพราะนี่คือเกมที่เจ้าบ้านออกตัวได้ดีเกินคาด นำ 2-0 ตั้งแต่ยังไม่ถึง 10 นาทีจาก Shea Lacey และ Mason Mount แต่กลับปล่อยให้ไบรท์ตันค่อย ๆ กลับเข้าสู่เกม ก่อนถูกยิงสามประตูรวดและพลิกแพ้ต่อหน้าแฟนบอลของตัวเอง สิ่งที่ทำให้ แมนยูตกรอบ EFL Cup ครั้งนี้หนักกว่าการแพ้ฟุตบอลถ้วยธรรมดาคือสถิติที่ถูกทำลาย แมนยูไม่เคยแพ้เกมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดหลังขึ้นนำ 2-0 มานานถึง 50 ปี โดยก่อนเกมนี้พวกเขาเคยอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว 145 ครั้ง ชนะถึง 143 ครั้ง แต่คืนกับไบรท์ตันกลายเป็นครั้งที่ทำลายสถิติอันยาวนานลงทันที จากมุมของผม สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงสามประตูที่เสีย แต่คืออาการของทีมหลังขึ้นนำ เมื่อได้สกอร์ 2-0 แมนยูควรมีความมั่นใจและเป็นฝ่ายบังคับให้คู่แข่งเสี่ยงมากขึ้น แต่ภาพกลับตรงกันข้าม หลังนาทีที่ 10 เจ้าบ้านแทบหายไปจากเกมรุก และไม่มีลูกยิงตรงกรอบอีกเลยจนถึงนาทีที่ 76 ไบรท์ตันจึงค่อย ๆ สร้างความมั่นใจจน Babis Kostoulas ยิงตีตื้นก่อนพักครึ่ง จากนั้น Pascal Groß และ Maxim De Cuyper ช่วยกันพลิกสกอร์เป็น 3-2 ในครึ่งหลัง แม้ไบรท์ตันเองจะหมุนทีมถึงหกตำแหน่งจากเกมก่อนหน้า แต่พวกเขายังรักษาพลังและความกล้าในการเล่นจนสามารถสร้างหนึ่งในชัยชนะที่น่าจดจำที่สุดที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดได้ สำหรับ วิเคราะห์หลังเกมแมนยู ผมคิดว่าความพ่ายแพ้นี้ทำให้แรงกดดันไปอยู่ที่ Michael Carrick มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะนี่เป็นการตกรอบคาราบาว คัพตั้งแต่นัดแรกเป็นฤดูกาลที่สองติดต่อกัน และยังเกิดขึ้นหลังทีมเพิ่งแพ้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-1 ในบ้านมาก่อนหน้านี้ด้วย สิ่งที่ Carrick ต้องตอบให้ได้ไม่ใช่แค่เรื่องการเลือกตัวผู้เล่น แต่คือทำอย่างไรให้ทีมรักษาความได้เปรียบและบริหารเกมได้ดีขึ้นเมื่อสถานการณ์เข้าทาง หลังเกมเขาต้องเผชิญเสียงโห่จากแฟนบอลในสนาม ซึ่งสะท้อนว่าความอดทนเริ่มลดลงอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ายังมีด้านบวกเล็ก ๆ จากเกมนี้ โดยเฉพาะ Shea Lacey ที่แสดงให้เห็นว่าดาวรุ่งสามารถเข้ามาสร้างความแตกต่างได้ทันที แต่ผลงานรายบุคคลคงไม่สามารถกลบปัญหาใหญ่ของทีมได้ สิ่งที่แมนยูต้องทำหลังจากนี้คือเอาความพ่ายแพ้ 2-3 นัดนี้มาเป็นบทเรียนจริง ๆ เพราะหากทีมยังคงมีอาการเสียการควบคุมเกมง่าย ๆ จากสถานการณ์ที่ได้เปรียบ ต่อให้ตกรอบฟุตบอลถ้วยครั้งนี้ผ่านไปแล้ว ปัญหาแบบเดียวกันก็สามารถกลับมาทำร้ายพวกเขาในพรีเมียร์ลีกและรายการอื่นได้อีก และนั่นต่างหากคือคำถามใหญ่ที่สำคัญกว่าการตกรอบเพียงหนึ่งคืน

error: Content is protected !!